แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมล์ และ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เมล์ และ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กินอะไรแล้วช่วยให้ความจำดี?

พอดีได้รับฟอร์เวิร์ดเมล์มาฉบับหนึ่ง เห็นว่ามีประโยชน์อยากจะเอามาไห้อ่านกันดูครับ

คุณเคยรู้สึกไหมว่า เราได้ใช้งานสมองอย่างหนักในทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือ เรียนหนังสือ จนบางครั้งรู้สึกว่าสมองล้าคิดอะไรไม่ค่อยออกและขี้หลงขี้ลืมในบางที ปกติแล้วการทำงานของสมองจะเกี่ยวข้องกับสารสื่อประสาท โดยเฉพาะ "อะซีทิลโคลีน (acetylcholine)" ซึ่งเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพความจำ และก็มีอาหารหลายชนิดที่มีส่วนช่วยให้สมองเราทำงานดีขึ้นในด้านความจำ ...ถึงเวลาหรือยังที่เราจะมาบำรุงสมองด้วยอาหารที่มีประโยชน์ ช่วยให้ความจำดีขึ้นกัน เราจะนำอาหารช่วยบำรุงความจำมาแนะนำกันค่ะ

- พืชผักจำพวกหอมหัวใหญ่ พริก ขิง มีสารสำคัญที่ช่วยเพิ่มเซลล์สมอง และกระตุ้นการหลั่งสารอะซีทิลโคลีน จึงช่วยให้ความจำดีขึ้น
- ใบบัวบก มีสารที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมอง ทำให้สมองตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี สมาธิดี และความจำดีขึ้น
- เนื้อสัตว์ มีสารทอรีน ที่พบเฉพาะในโปรตีนจากเนื้อสัตว์เท่านั้น ช่วยบำรุงสมอง
- ปลาทะเล มีโอเมก้า 3 ช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างเป็นปกติ ลดการเกิดพลัค (plaque) ในสมองและป้องกันอัลไซเมอร์ได้
- ธัญพืช มีกรดโฟลิก วิตามินบี 12 และวิตามินบี 6 เช่น ซีเรียลธัญพืช รำข้าว หรือข้าวซ้อมมือ อาหารเหล่านี้จะช่วยในเรื่องความจำได้เป็นอย่างดี
- มะเขือเทศ มีไลโคพีน สารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่ช่วยป้องกันเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระ ซึ่งพบในอาการของโรควิกลจริตและอัลไซเมอร์
- บร็อกโคลีเป็นแหล่งรวมของวิตามินเค ที่ช่วยในการเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ และช่วยเพิ่มความสามารถในการจำ
- ถั่ว ผักใบเขียว ไข่ ข้าวซ้อมมือ มีวิตามินอีช่วยในการป้องกันความจำเสื่อม
- เมล็ดฟักทอง มีสังกะสีที่มีความสำคัญในการช่วยเพิ่มความทรงจำ ถ้ารับประทานเมล็ดฟักทองวันละ 1 กำมือ จะทำให้ได้รับสังกะสีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย นอกจากอาหารที่แนะนำมาแล้วนั้น ยังมีผลการศึกษาวิจัยใหม่ๆ จากนักประสาทวิทยา สหรัฐฯ พบว่า สารเคมีในช็อกโกแลตชา องุ่น และผลบลูเบอรี ช่วยบำรุงความจำได้ โดยช่วยให้เลือดลมในสมองเดินดีขึ้น และหากออกกำลังเพิ่มด้วยแล้วก็จะยิ่งช่วยให้สมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น หากต้องการให้สมองของเราดี มีความจำที่เป็นเลิศ ก็อย่าละเลยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์บำรุงความจำ และถ้าจะให้ผลดีก็ต้องรับประทานเป็นประจำด้วย สมองก็จะดีแบบเสมอต้นเสมอปลายค่ะ

ขอบคุณ ข้อมูลจาก Nestle
ขอบคุณ ภาพประกอบจาก Photos.com

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553

วิธีต้มบะหมี่สำเร็จรูปที่ถูกต้อง

หลายท่านอาจจะแปลกใจ กับแค่การต้มมาม่า ทำไมมันได้ถึงยุ่งอยากมากมายนัก แล้วถ้าเราทำผิดวิธีมันจะมีโทษอย่างไร เท่าที่ผ่านมาผมถึงได้รู้ว่า ผมทำผิดวิธีมาตลอด พอดีได้รับเมล์มาจากเพื่อน คนหนึ่งเลยอยากจะเอามาไห้อ่านดู เขาบอกว่าส่วนประกอบ ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่วนใหญ่เป็นแป้งสาลี เสีย 60-70% ส่วน 15-20% เป็นไขมัน (อยู่ในเครื่องปรุง) 5-6% เป็นเกลือและผงชูรสล้วนๆ เพราะฉะนั้น ถ้าทานบะหมี่สำเร็จรูป มากกว่า1ซองต่อวัน ร่างกายจะได้รับปริมาณโซเดียม เกินความต้องการ ถึง 50-100% ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อไตและจะทำไห้ความดันโลหิต สูงอีกด้วย ถ้าเราอยากจะทาน มาม่า เราควรจะทำตามคำแนะนำดังนี้ครับ ใส่ไข่ ผัก หรือจำพวก เนื้อ สัตว์ลงไปด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหาร และป้องกัน ไม่ให้ร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ควรจะเลือกซื้อ บะหมี่สำเร็จรูป ที่เขียนว่าเพิ่มสารไอโอดีน และธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ที่เขียนใว้หน้าซอง ที่สำคัญ ไม่ควรทานบะหมี่ มากกว่า วันละ1ซอง เพื่อป้องกันโรคที่เกิดกับไต และความดันโลหิต ข้อความดังกล่าวคงจะทราบๆกันอยู่แล้ว แต่คงไม่จบแค่นี้ ที่สำคัญกว่าคือวิธีการต้มครับ!มาดูกันครับ การต้มที่ผิดวิธี ปกติด้วยความคุ้นเคย เราจะใส่บะหมี่ในน้ำ พร้อมเครื่องปรุง และต้มประมาณ 3นาที จนเดือด (เพราะอ่านจากข้างหลังซอง) นักวิชาการด้านโภชนาการ ได้บอกไว้ว่าเป็นวิธีี่ผิด เพราะอะไร เพราะว่าการใส่เครื่องปรุงในน้ำและต้มจนเดือด จะทำไห้ผงชูรสเปลี่ยนเป็นสารพิษ ดังนั้นเส้นบะหมี่สำเร็จรูปซึ่งเคลือบด้วย wax (ขี้ผึ้ง)ผสมผงชูรสจะกลายสภาพเป็นสารพิษ เมื่อต้มในน้ำเดือด ซึ่งร่างกายของเรา ต้องใช้เวลา4-5วัน ในการขับ wax ผสมผงชูรส ซึ่งกลายสภาพเป็นสารพิษนี้ออกจากร่างกาย (4-5 วันนะครับคิดดูแล้วกัน ) ถึงตอนนี้ลองมาดู วิธีต้มบะหมี่ที่ถูกต้อง นักวิชาการด้านโภชนาการได้บอกไว้ว่า ให้เทบะหมี่สำเร็จรูปในน้ำแล้วต้มจนเดือดเมื่อบะหมีสุกแล้วให้เทน้ำต้มบะหมี่ทิ้ง (เป็นการเท wax ผสมผงชูรสซึ่งเป็นสารพิษทิ้งไป) ต้มน้ำให้เดือดอีกครั้ง แล้วใส่เส้นบะหมีทีต้มใว้แล้ว แล้วก็ก็ปิดแก็สได้เลยครับ ตามด้วยใส่เครื่องปรุงขณะที่น้ำยังร้อนอยู่ แค่นี้ก็ทานได้แล้วครับ เสียเวลาอีกนิด แต่เพื่อสุขภาพที่ยาวนานขึ้นครับ ขอบคุณที่มา.. จากเมล์ทีเพื่อนๆส่งมาให้ครับ

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2553

เกร็ดความรู้



พอดีได้รับเมล์มา เห็นว่ามีประโยชน์เลยอยากไห้คุณลองอ่านดู กันครับ กับบางสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนครับ!
1.การแลบลิ้นให้น้ำลายยืดลงพื้น 3 หยดจะแก้เผ็ดได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
อาการ เผ็ดเกิดจากสารที่ชื่อ แคปไซซิน ที่อยู่ในพริกเข้าไปจับกับปลายประสาทรับรสที่ลิ้น ร่างกายจะก็จะแสดงปฎิกริยาโดยขับน้ำลายออกมาชะล้างเอาเจ้าสารนี้ออกไป
2. ดูดนมยางของเด็กทารกตอนนอนจะแก้อาการนอนกรนได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง
การคาบหรืออมนายางของเด็กทารกไว้ในปากจะทำให้ลิ้นในปากอยู่นิ่ง ก็จะพลอยให้เนื้อเยื่อของเพดาน
ไม่กระเทือนสั่นไหว ขึ้นจึงไม่เกิดอาการกรนและไม่นอนอ้าปากอีกด้วย
3. การสูดกลิ่นตัวผู้ชายทำให้หายเครียดได้ จริงหรือ
เฉลย: จริง
เพราะ กลิ่นตัวผู้ชายที่เป็นคนรักนั้นมีสาร ฟีโรโมน ผสมอยู่โดยเฉพาะในผมและผิวของเขา เมื่อสูดดมแล้วจะช่วยลดอาการเครียดและเหนื่อยล้าลงได้
4. วัวกระทิงเกลียดสีแดง จริงหรือ
เฉลย: ไม่จริง
เพราะ วัวเป็นสัตว์ตาบอดสี ไม่สามารถแยกแยะสีต่างๆ ได้ แต่การที่วัวเมื่อถูกล่อด้วยผ้าแดงเหมือนในสนามสู้วัว แล้วก็พุ่งเข้าใส่นั้น เป็นเพราะความรำคา­ และเพราะถูกยั่วยุมากกว่า
5. เพชรแท้จะไม่ติดสีหมึก จริงหรือ
เฉลย: จริง
การ ทดสอบดูเพชรแท้นั้น ให้ป้ายน้ำหมึกสีดำไปบนเพชร ถ้ามีความลื่นออก ไม่ติดอยู่บนเพชร แสดงว่าเป็นเพชรแท้ แต่ถ้ายังมีจุดดำตรงที่แต้มอยู่ ก็แสดงว่าเป็นเพชรเทียม
6. การฟังเพลงช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้ จริงหรือ
เฉลย : จริง
เพราะการฟังเพลงทำให้สมองหลั่งสารเอนดอร์ฟินส์ ซึ่งเป็นฮอร์โมนสร้างความสุขออกมา ช่วยลดความดันโลหิต และ บรรเทาอาการปวดข้อลงได้